วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2565

โคลีน Choline

                คุณสมบัติของโคลีน (Choline) 

            1. เป็นสารอาหารที่จำเป็นและช่วยในการทำงานของระบบประสาท เช่น ความจำและการทำงานของกล้ามเนื้อ

            2. ช่วยในการขนส่งไขมันและโคเลสเตอรอล ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและหลอดเลือดหัวใจ

            3. ช่วยในการทำงานของตับให้เป็นปกติ การขาดโคลีนในสัตว์ทดลองทำให้เกิดไขมันสะสมในตับและนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับ

                    โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญตัวหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างของผนังเซลล์ เมตาบอลิซึมของเมทิล การส่งผ่านของกระแสประสาท การส่งสัญญาณผ่านผนังเซลล์และเมตาบอลิซึม กับการขนส่งของไขมันและโคเลสเตอรอล

                    โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน ซึ่ง อะเซททิลโคลีน นี้เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อและหน้าที่อื่น ๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นโคลีนจึงมีผลต่อกระบวนการส่งกระแสประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำและการรับรู้ เรียกได้ว่ามีบทบาทในพัฒนาการด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะระบบความจำรวมถึงมีการศึกษาในการใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคความจำเสื่อมด้วย

                    บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของโคลีน คือ ทำให้ตับสามารถทำการขนถ่ายไขมันได้และลดการสะสมไขมันในตับ การทดลองในหนูพบว่าหากขาดโคลีนก็จะเกิดการสะสมไขมันที่ตับ การศึกษาวิจัยในคนก็พบว่าผู้ที่ได้รับอาหารทางเส้นเลือดและมีการขาดโคลีนก็จะเพิ่มไขมันสะสมในตับเช่นกัน และยังมีระดับเอนไซม์ของตับสูงขึ้นซึ่งเป็นอาการภาวะตับอักเสบอีกด้วย และเมื่อได้รับโคลีนก็จะลดการสะสมไขมันและลดการอักเสบของตับได้จริงสำหรับสัตว์ทดลอง เช่น หนู ภาวะที่ตับมีไขมันสะสมนี้ยังร่วมไปกับเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็งที่ตับได้ ในทางกลับกันเมื่อหนูทดลองเหล่านี้ได้รับโคลีนเสริมก็ลดการเกิดมะเร็งในตับได้เช่นกัน

                    นอกจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้วโคลีนยังมีประโยชน์ในด้านช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและหลอดเลือดหัวใจด้วย

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565

แคลเซียม

             แคลเซียมเสริมสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟันอีกทั้งป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

            1. หน้าที่สำคัญของแคลเซียม เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันความผิดปกติของกระดูกและฟัน เช่น กระดูกหักง่ายหลังโก่งงอ กระดูกเรียงผิดรูปหรือฟันหักง่าย ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน ช่วยสร้างเนื้อกระดูกให้มีความหนาแน่นมากขึ้น ช่วยการเจริญเติบโตในด้านความสูงและความแข็งแรงของเด็กในวัยเจริญเติบโต

            2. แคลเซียมกับกระดูก แคลเซียมเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกายเป็นโครงสร้างหลักของกระดูกและฟันในเด็กแคลเซียมจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความสูง เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กในช่วงวัยปีทองซึ่งเป็นช่วงสะสมมวลกระดูกสำหรับการเจริญเติบโตและเพิ่มมวลกระดูกให้มีปริมาณสูงสุด สำหรับในผู้ใหญ่หากร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียงร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้และหากไม่ได้รับอย่างพอเพียงเป็นประจำแคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระดูกพรุน เพราะทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจึงแตกหักได้ง่ายแม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยซึ่งอาการดังกล่าว คือ อาการของโรคกระดูกพรุน โดยหากเป็นรุนแรงแล้วจึงจะแสดงอาการออกมา เช่น ปวดหลังเรื้อรัง หลังค่อมจากการยุบตัวของกระดูกสันหลังหรือกระดูกสะโพกหักทำให้เดินไม่ได้เหมือนเดิม ในผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า (ประมาณ 4 เท่า) และผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนนั้นในช่วง 5 ปีแรกมวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็วจึงมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่ายดังนั้นคนที่มีการสะสมมวลกระดูกมากตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยหนุ่มสาวเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและวัยชราจะยังมีมวลกระดูกอยู่เหลือมากกว่าคนที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อยและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนในวัยสูงอายุ

            3. ความต้องการแคลเซียมต่อวัน สถานการณ์เกี่ยวกับโภชนาการของแคลเซียมในประเทศไทย มีรายงานการสำรวจภาวะการบริโภคอาหารของประชาชนไทย พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนไทยรับประทานแคลเซียมจากอาหารประจำวันได้เพียง 301 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งค่อนข้างต่ำ ขณะที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำข้อมูลสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยแนะนำว่าปริมาณแคลเซียมที่ควรรับประทานต่อวันอยู่ที่ 800 มิลลิกรัม หรือเมื่อเทียบกับนมกล่อง UHT ซึ่งมีค่าปริมาณแคลเซียมอยู่ที่ 122 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร แล้วเทียบเท่ากับการดื่มนมประมาณวันละ 650 ซีซี หรือประมาณ 3 กล่อง อย่างไรก็ตามแคลเซียมที่ร่างกายต้องการจะเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ



                    แคลเซียมจะเป็นสารอาหารจำเป็นที่คนไทยจำนวนมากขาดแคลน นอกจากการดื่มนมทุกวันแล้วอาหารเสริมแคลเซียมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565

โรคเบาหวาน และโรคไต

                เบาหวาน   อาจจะมี ความดันสูง  ไขมันในเลือดสูง และ  อาจจะมีโรค ไต ทาน อาหารเสริม อะไรดี เบาหวานถ้าน้ำตาลสูง ต้องคุมน้ำตาล ด้วยทางการแพทย์เสมอ คือได้ยา หรือฉีดอินซูลิน และคุมอาหาร

                สำหรับ เบาหวาน สรุปที่ดี สั้นๆก่อน คือ โคลีนบี ซุปราวิท  แอลซีวิต  ถั่งเช่า เกรปซีอี เห็ดหลินจือ แอสต้าแซนธิน  เจียวกู่หลาน มะรุม ขิง ขมิ้น เลือกๆได้ ตามชอบ

                สำหรับ ความดันสูง ถ้ามี เน้นยาเป็นหลักนะครับ อาหารเสริมไม่แน่นอน สำหรับความดัน และห้ามหยุดยาเองด้วย ในเบาหวาน ถ้าความดันสูงเพียงเดือนเดียว อาจจะทำให้ไตวาย ไตเสียเร็วมากๆ จนต้องล้างไตตลอดชีวิตไปเลยก็มี 

                สำหรับเรื่องโรคไต มักเป็นได้เสมอจากเบาหวาน นานๆ และยิ่งมีความดันสูงเกี่ยวข้องด้วย ไขมันในเลือดสูงด้วย สองอย่างนี้ถ้าคุมไม่ดี จะไตวายได้เสมอ  ไตวายในประเทศไทย ครึ่งหนึ่ง มาจากโรคเบาหวานก่อน การบำรุงไต ในตอนนี้ อันดับหนึ่ง แนะนำ เห็ดหลินจือ เกรปซีอี แอสต้าแซนธิน และคุมความดันโลหิตให้ไม่สูง คุมเบาหวานและไขมันในเลือดให้ดี จะชะลอไตวายได้มาก โดนเฉพาะความดันสูงถ้ามี ต้องคุมให้ดีที่สุด ถ้ามีขาบวม ต้องสงสัยว่าจะมีไตวายด้วยเสมอ รีบไปตรวจด่วน

                ไขมันในเลือดสูง ถ้าเป็นชนิด โคเลสเตอรอลสูง ทานกระเทียม ไฟโตเสตอรอล น้ำมันข้าว ได้ ถ้าเป็นชนิดไตรกลีเซอไรด์สูง ต้องทานน้ำมันปลา คู่กับกระเทียม จะเป็นน้ำมันปลาธรรมดา หรือ น้ำมันปลาสี่เอกซ์ก็ได้ และ ล่าสุดมีงานวิจัยว่าขมิ้นช่วยลดไขมันในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วยครับ จึงทานขมิ้นได้

                เบาหวานต้องรักษาด้วยแพทย์เป็นหลักเสมอ คือได้ยากิน  หรือ ยาฉีด คุมอาหาร ห้ามหยุดยาเว้นแพทย์สั่ง เป็นโรคประจำมักไม่หายขาดได้เลย ต้องใช้ยาและการคุมอาหารตลอดชีวิต ใครที่ไหนบอกว่า หายขาดได้ ไม่จริง เบาหวาน ห้าม ชุดลดน้ำหนักครับ จะน้ำตาลต่ำไป เป็นลมหมดสติได้

                อาหารสุขภาพที่มีประโยชน์ในเบาหวาน มีหลายตัวทีเดียวดังนี้ คือ เห็ดหลินจือ สารสกัดเมล็ดองุ่น เกรปซีอี  แอสต้าแซนธิน 

                ถ้าเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงต้องทานยา ควบคุมความดันให้ดี ถ้าความดันสูงจะไตวายได้ง่าย บางรายไม่ได้คุมความดันเพียงสองสามเดือน ไตเสียมาก จนต้องล้างไตเลย

                เจียวกู่หลาน. ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและยังมีสมุนไพร  อีกหลายตัวที่ช่วยลด เช่น มะรุม ขิง เห็ดหลินจือ  จะ เหมาะในผู้ที่น้ำตาลในเลือดค่อนข้างสูง และคุมไม่ได้ด้วยยา อาจทานเสริมยาอีกที เช่น รักษาแล้วน้ำตาลยัง สูงเกิน 140  150 อย่างนี้ทานได้ แต่ถ้าน้ำตาลในเลือดคุมดีแล้ว เช่นต่ำกว่า 120 ไม่ควรทานสมุนไพรลดน้ำตาล จะน้ำตาลต่ำไป  จะเป็นลมหมดสติได้

                ใบบัวบก ช่วยขยายเส้นเลือดฝอย เพิ่มออกซิเจน ช่วยเรื่องแผลหายช้า ในเบาหวาน

                ลูทีน ซีแซนทีน หรือแอลซีวิต ลดการเกิดต้อกระจก  มีประโยชน์ เนื่องจากโรคเบาหวานเพิ่มอุบัติการณ์เป็นต้อกระจกมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า 

                ถ้ามีชา อาจจะเป็นเส้นประสาทอักเสบ แนะนำ โคลีนบี น้ำมันปลาสี่เอกซ์ พริมโรส และพวกต้านอนุมูลอิสระ เช่นเกรปซีอี แอสต้าแซนธินได้

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ประโยชน์ของเกลือแร่

                เกลือแร่ คือสารอนินทรีย์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับชีวิตในร่างกายมนุษย์ เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับระบบการหายใจและระบบเอนไซม์ช่วยควบคุมการซึมผ่านผนังเยื่อเซลล์และหลอดเลือดฝอยต่างๆ

                แคลเซียม Calcium มีบทบาทในการสร้างกระดูกและฟันมีความสำคัญในการควบคุมการเต้นของหัวใจ การส่งสัญญาณประสาท ช่วยในระบบเอนไซม์หลายชนิด ถ้าขาดจะเป็นโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ การเจริญเติบโตช้า กระดูกอ่อน ฟันผุ

                ธาตุเหล็ก Iron รวมกับโปรตีนและทองแดงเพื่อสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือดจำเป็นสำหรับเอนไซม์ช่วยในการเผาผลาญโปรตีนถ้าขาดจะเป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากจำนวนฮีโมโกลบินลดน้อยลงในเม็ดเลือดสีแดง ผิวหนังซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดหัว ความต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง

                ธาตุไอโอดีน Iodine จำเป็นสำหรับสุขภาพและการทำหน้าที่ของต่อมไทรอยด์สำหรับผลิตฮอร์โมนที่ชื่อไทรอกซินและไตรไอโอโดไทฃธโรนิน ซึ่งจะช่วยควบคุมการเผาผลาญการผลิตพลังงานและอัตราการเจริญเติบโตรวมถึงยังช่วยในการรักษาผิวหนัง เล็บและผม ให้มีสุขภาพดี ถ้าขาดจะเซื่องซึม เหนื่อยง่ายความดันต่ำ ผิวหนังและผมแห้ง เป็นโรคคอพอก คอเลสเตอรอลสูง เป็นโรคหัวใจ ไม่สนใจทางเพศ

                ธาตุสังกะสี Zinc ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดซึ่งสำคัญในการย่อยอาหารและการเผาผลาญ จำเป็นสำหรับการหายใจของเนื้อเยื่อ จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ถ้าขาดจะทำให้การเจริญเติบโตช้า แผลหายช้า เป็นโรคผิวหนัง มีจุดขาวที่เล็บ เบื่ออาหาร ผมร่วง มีรังแค การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ผนังหลอดเลือดแข็ง

                ทองแดง Copper จำเป็นเพื่อให้เหล็กถูกดูดซึมและจำเป็นสำหรับการเผาผลาญโปรตีนร่วมกับวิตามินซีในการสร้างอีลาสตินสำคัญในระบบโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ถ้าขาดจะมีอาการโลหิตจางเนื่องจากการดูดซึมเหล็กไม่ดี ผมร่วง ผมหงอก มีแผลที่ผิวหนัง

                แมงกานีส Manganese มีความสำคัญในระบบเอนไซม์ต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นสำหรับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ช่วยในการขนส่งสัญญาณระหว่างสมองประสาทและกล้ามเนื้อ จำเป็นสำหรับระยะให้นมลูกและการสร้างเสริมระบบโครงสร้างของร่างกาย ถ้าขาดการเจริญเติบโตจะช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง การทรงตัวไม่ดี การสร้างกระดูกและกระดูกอ่อนผิดปกติ

                ซีลีเนียม Selenium ทำงานใกล้ชิดกับวิตามินอีเพื่อรักษาเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่นและช่วยให้หัวใจทำหน้าที่ได้ดีขึ้น สำคัญในการช่วยไม่ให้เป็นหมันโดยช่วยให้เชื้ออสุจิมีความแข็งแรง ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเป็นโรค ถ้าขาดจะทำให้แก่ก่อนวัย กล้ามเนื้อฝ่อ เป็นโรคหัวใจและอาจเป็นหมันมะเร็งในระบบย่อยอาหาร

                โมลิบดีนัม Molybdenum เป็นส่วนประกอบในเอนไซม์หลายชนิด เป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับเอนไซม์ แซนธีน ออกซิเดส ซึ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายเหล็กออกจากตับและจำเป็นสำหรับเอนไซม์อัลดีไฮด์ ออกซิเดส ซึ่งสำคัญในกระบวนการออกซิเดชั่น

                โครเมียม Chromium เป็นแร่ธาตุจำเป็นช่วยในการควบคุมการเผาผลาญของกลูโคสตามปกติสำคัญในการสังเคราะห์กรดไขมันและโปรตีน

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565

วิตามินประโยชน์และคุณสมบัติ

                     ประโยชน์และคุณสมบัติของวิตามิน Vitamin เป็นสารที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยต่อวัน แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การสร้างเนื้อเยื่อ การผลิตพลังงานสำหรับดำรงชีวิต จำเป็นสำหรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น การสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท การมองเห็น การสร้างกระดูก จึงเป็นสารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย และร่างกายขาดไม่ได้

                    วิตามิน เอ Vitamin A ช่วยการมองเห็นในที่มืด ทำให้การเจริญและพัฒนาของเซลล์บุผิว เป็นปกติ มีบทบาทในการเจริญเติบโตของกระดูก ฟัน ทารกในครรภ์ ถ้าขาดจะเกิดอาการเกี่ยวกับตา เยื่อตาแห้ง เหี่ยวย่น กลัวแสงสว่าง อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุทางเดินหายใจลอกหลุดง่ายทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และอาการเกี่ยวกับผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง อยาบกร้าน เป็นเกร็ด

                    วิตามิน ซี Vitamin C มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างคอลลาเจน เป็น Antioxidant ช่วยเพิ่มการดูดซึมของเหล็ก ถ้าขาดจะมีเลือดออกตามไรฟัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหงื่อกบวม ฟันหลุดง่าย

                    วิตามิน ดี Vitamin D ช่วยในเรื่องการดูดซึมแคลเซียม ถ้าขาดจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง ทำให้ต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลทำให้กระดูกอ่อนและจะมีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ปวดข้อ เหเลือดจาง อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง

                    วิตามิน อี Vitamin E เป็น Antioxidant ช่วยป้องกันการแตกสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่แตกง่าย มีความจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเซลล์ประสาท ถ้าขาดเม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตสั้นรวมถึงมีผลต่อการเจริญของกล้ามเนื้อด้วย

                    วิตามิน เค Vitamin K ช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับ ในการสร้างสารที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดหลายชนิดได้แก่ Prothrombin, Proconvertin ถ้าขาดจะทำให้เลือดแข็งตัวช้า

                    วิตามิน บี1 Vitamin B1 มีความจำเป็นต่อระบบเผาผลาญอาหารและระบบประสาทของร่างกายถ้าขาดจะเป็นโรคเหน็บชา อาการสำคัญจะเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทางระบบประสาทจะมีอาการ ชาตามมือตามเท้า ตากระตุก แขนขาอ่อนแรง ส่วนอาการทางสมองพบว่า เนื้อสมองจะถูกทำลาย ผู้ป่วยจะมีอาการความจำเสื่อม สำหรับทางระบบหัวใจและหลอดเลือดพบว่าหัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หัวใจมีขนาดโตขึ้น

                    วิตามิน บี2 Vitamin B2 มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์และการรักษาสภาพของเยื่อบุผิว ถ้าขาดในช่วงเริ่มแรกริมฝีปากจะอักเสบ แห้งและแตก มุมปากจะซีดแตกและเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการทางผิวหนังใบหน้ามีสะเก็ดมัน ๆ ต่อมาจะมีอาการอักเสบของตา ตาสู้แสงไม่ได้ คันตา และแสบลูกตา

                    วิตามิน บี3 Niacin หรือ Vitamin B3 มีส่วนช่วยในการผลิตกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ถ้าขาดจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย เช่น ปลายประสาทอักเสบ ไขสันหลังและสมอง ซึ่งอาจมีอาการคุ้มคลั่งและชักหมดสติน อกจากนี้ยังมีผลต่อระบบผิวหนัง คือ ผิวหนังมีลักษณะหยาบเป็นจ้ำสีม่วงหรือสีเข้มรวมถึงมีผลต่อระบบทางเดินอาหารคือลำไส้เล็กอักเสบท้องเดิน

                    วิตามิน บี5 กรดแพนโทธินิค Pantothenic acid หรือ Vitamin B5 มีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาชีวะเคมีในร่างกายหลายอย่าง เช่น การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต การสังเคราะห์กรดไขมัน ถ้าขาดอาจจะมีอาการปวดท้องอาเจียนและเป็นตะคริวอ่อนเพลียนอนไม่หลับ

                    วิตามิน บี6 ไพริดอกซิน Pyridoxin หรือ Vitamin B6 มีความสำคัญต่อปฏิกิริยาทั้งหมดในกระบวนการที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาทางชีวะเคมี ของกรดอะมิโน (สร้างและสลายโปรตีน) มีบทบาทในการสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดจะมีอาการอ่อนเพลีย ชาตามปลายมือปลายเท้า โลหิตจาง รวมถึงมีอาการทางประสาท เช่น สับสน ซึมเศร้า และชัก

                    วิตามิน บี9 กรดโฟลิก Folic acid หรือ Vitamin B9 มีบทบาทในการสังเคราะห์ DNA และ RND รวมถึงการสังเคราะห์กรดอะมิโนบางตัว เช่น Glycine, Methionine และทำงานร่วมกับ B12 ในการสร้างเม็ดเลือด ถ้าขาดจะเกิดอาการปากเปื่อย ลิ้นแดงอักเสบ ท้องเดิน น้ำหนักตัวลด เป็นโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโตกว่าปกติ ผมหงอกเร็ว เฉยชา เกลียดค้าน ขี้ลืม แก่เร็ว

                    วิตามิน บี12 Vitamin B12 มีความจำเป็นต่อกระบวนการที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน มีบทบาทในการเจริญและแบ่งตัวของเซลล์รวมทั้งการสังเคราะห์ Myelin  (สารหุ้มเส้นประสาท) ด้วย มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์ผิวโดยเฉพาะเยื่อบุทางเดินอาหาร ถ้าขาดจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร โลหิตจาง ชาตามมือและเท้า ถ้าขาดมากจะมีอาการสับสนและประสาทหลอนได้

                    วิตามิน เอช Biotin หรือ Vitamin H ถ้าขาดจะเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง โคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ